มอเตอร์ลากจูงรถเข็นบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน
ข้อมูลทั่วไป
ค. รูปแบบการนำเสนอ : โปสเตอร์ (poster presentation)
ง. หมวดหมู่ของผลงาน : Inno (Invention/Innovation)
ผลงานการพัฒนาระบบงาน
1. ชื่อผลงาน : มอเตอร์ลากจูงรถเข็นบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน
2. คำสำคัญ : มอเตอร์ลากจูง
|
8 |
|
7 |
|
6 |
|
5 |
|
4 |
|
3 |
|
2 |
|
1 |
|
ส่วนประกอบของมอเตอร์ลากจูง 1. มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดรับน้ำหนัก 2. รางเหล็กตัว C สำหรับการขับเคลื่อน 3. ชุดขับเคลื่อนพร้อมแกนบังคับในรางเหล็กตัว C 4. รางเหล็กยึดติดพื้นสำหรับบังคับล้อรถเข็น 5. ลวดสริงค์สำหรับลากจูงรถเข็น 6. รอกขนาดเล็กบังคับลวดสริงค์แต่ละจุด 7. สวิทซ์บังคับรถเข็นขึ้น-ลง ทางลาดชัน 8. สวิทซ์เบรกเกอร์พร้อมระบบกราวด์ |
4. ชื่อและที่อยู่ขององค์กร : โรงพยาบาลควนโดน ที่อยู่ เลขที่ 106 หมู่ที่ 6 ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน
จังหวัดสตูล
5. สมาชิกทีม : 1. นายสุพล เจริญวิกกัย วุฒิปริญญาตรี(พ.บ.) ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
2. นางเมธิญา มะมุดีน วุฒิปริญญาตรี(พยาบาลฯ)ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
3. นางฮาหยาด สองเมือง วุฒิปริญญาตรี(พยาบาลฯ)ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
-2-
4. นายศักดิ์ดา อาดำ วุฒิปริญญาตรี(สาธารณสุขฯ)ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 5. นาย
6. เป้าหมาย :เพื่อลดอาการปวดหลังของเจ้าหน้าที่งานสนับสนุนบริการ จากสาเหตุการเข็นรถบรรทุกของหนักขึ้นลงทางลาดชัน ร้อยละ 100 ภายในเวลา 6 เดือน(ม.ค.-มิ.ย. 2552)
7. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ :
เจ้าหน้าที่งานสนับสนุนบริการ ได้แก่โรงครัว หน่วยจ่ายกลาง งานซักฟอก และคลังยาใหญ่ จำนวน 9 คนที่ใช้เส้นทางขนส่งพัสดุเพื่อสนับสนุนแก่หน่วยบริการหลัก โดยผ่านเส้นทางหลัก คือทางเชื่อม
อาคารที่มีความลาดชัน ระยะทางประมาณ
ภาพการเข็นรถขึ้นทางลาดชันก่อนดำเนินการ ภาพกดสวิทซ์ใช้งานหลังดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์
8. กิจกรรมการพัฒนา :
- สำรวจสภาวะงานอาชีวอนามัยทุกหน่วยงาน โดยคณะกรรมการอาชีวอนามัย เพื่อให้ทราบปัญหาการเจ็บป่วยที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ พร้อมวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา จัดทำแผนแก้ไข โดยปัญหาอาการปวดหลังของเจ้าหน้าที่จากการเข็นรถบรรทุกของหนัก เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการแก้ไขเร่งด่วน
- ออกแบบอุปกรณ์ร่วมกับช่างภายนอกองค์กร ซึ่งประกอบด้วยช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อมโลหะ มีการติดตั้งและทดลองใช้อุปกรณ์หลายครั้งจนเกิดความมั่นใจทั้งทางด้านความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งาน ได้รับการตรวจสอบด้านวิศวกรรมความปลอดภัย จากศูนย์วิศวกรรมการแพทย์ที่ 7 (สงขลา)
- ฝึกทักษะการใช้งานแก่ผู้เกี่ยวข้อง และรับแจ้งข้อมูลการใช้งานจากผู้ใช้ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้งาน
- ประเมินผล หลังการใช้งานอุปกรณ์ของผู้ใช้แล้ว 6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดหลังก่อนการใช้อุปกรณ์ พบว่าไม่มีอาการและการบ่นปวดหลัง ไม่มีความต้องการจะลาออก นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
- แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานนอกองค์กร เพื่อหาโอกาสพัฒนา ได้แก่ การศึกษาดูงานของหน่วยงานที่สนใจ การเผยแพร่ผลงานในวารสาร และการส่งผลงานเข้าประกวดในระดับจังหวัด
9. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง :
- ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการอุปกรณ์ ร้อยละ100
- จำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีอาการปวดหลังจากการเข็นรถเข็นบรรทุกของหนัก ในช่วงเดือนมกราคม 2552 ถึงเดือนมิถุนายน 2552 ลดลงร้อยละ 100 และไม่มีการร้องเรียน หรือเสียงบ่น(complain)แต่อย่างใด
- การออกแบบอุปกรณ์ใหม่ โดยนำเทคโนโลยีอย่างง่ายมาประยุกต์ใช้ เป็นการควบคุมทาง
วิศวกรรม ที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาการเจ็บป่วยของบุคลากรอันเนื่องมาจากการทำงานได้ และหากมองในระยะยาวถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวนี้กินไฟ 0.01 หน่วย/ครั้ง ของการใช้งาน ประหยัดพลังงาน และที่สำคัญคือ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น
10. บทเรียนที่ได้รับ :
- การออกแบบอุปกรณ์ชนิดนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนที่น้อย(38,500 บาท) แต่ให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี มีความปลอดภัยในการใช้งาน เนื่องจากมีการติดตั้งระบบกราวด์ตามมาตรฐาน มีสวิทซ์เบรกเกอร์ควบคุมไฟฟ้าพร้อมกุญแจล็อคเปิดปิดการใช้งาน มอเตอร์กินไฟน้อยทำให้ประหยัดพลังงาน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีการปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องออกแรงในการยก แบก ลาก ดึง ดัน หรือเข็นพัสดุที่มีน้ำหนักมาก รวมทั้งการคำนึงถึงท่าทางในการทำงานของบุคลากรด้วย เพื่อป้องกันโรคหรืออาการของโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ
- การใช้งานมอเตอร์ลากจูง มีข้อจำกัดการใช้สำหรับรถเข็นอาหารและรถขนส่งเครื่องมือแพทย์เท่านั้น ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและป้องกันอุบัติการณ์ซ้ำของปัญหา จึงควรปรับปรุงรถเข็นของหน่วยงาน
สนับสนุน ทุกคันที่มีลักษณะแตกต่างกัน ให้สอดรับกับอุปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบมา เช่น การปรับความสูงของรถ ขนาดล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ควรออกแบบสวิทซ์ใช้งานเป็นชนิด Auto stop เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
- สำรวจและออกแบบอุปกรณ์ผ่อนแรงในแนวดิ่ง เช่น อาคาร 2 ชั้น และจุดอื่นๆ ให้ครอบคลุม
ตามความเหมาะสม เพื่อลดหรือป้องกันอุบัติการณ์ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการยกของหนัก
11. การติดต่อกับทีมงาน : นายปรัชญา พรัดขำ โทร.085-8912359
มอเตอร์ลากจูงรถเข็นบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน
ที่มา : จากการสำรวจสภาวะสุขภาพเจ้าหน้าที่ พบว่าการขนส่งพัสดุในแนวดิ่งโดยเฉพาะ การเข็นรถบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน ทำให้เจ้าหน้าที่งานสนับสนุนบริการ จำนวน 3 คน(ร้อยละ 33) มีอาการปวดหลังและบ่นปวดหลังเมื่อเข็นรถขึ้นลงเส้นทางดังกล่าว มีการลาหยุดงาน และประสงค์จะลาออกจากงานจากสาเหตุดังกล่าว ทั้งนี้เพราะท่าทางการทำงานที่ผิดปกติหรือฝืนธรรมชาติและการทำงานที่ซ้ำซาก มีการออกแรงมากเกินไปเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง เกิดความล้าและความเครียดได้
ผลลัพธ์ : - ติดตั้งอุปกรณ์ผ่อนแรง 1 ชุด ชนิดประหยัดงบ/พลังงาน ปลอดภัย และผู้ใช้พึงพอใจ ร้อยละ100
อาการปวดหลังของเจ้าหน้าที่จากสาเหตุการเข็นรถ ลดลงร้อยละ 100 ไม่มีการร้องเรียน และเสียงบ่นแต่อย่างใด
แนวทางพัฒนาที่สำคัญ:
- สำรวจสภาวะงานอาชีวอนามัย วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา/จัดทำแผน
- ออกแบบอุปกรณ์ ติดตั้งและทดลองใช้ จนมั่นใจทั้งทางด้านความปลอดภัยและความสะดวก
- ฝึกทักษะการใช้งานแก่ผู้เกี่ยวข้อง และรับแจ้งข้อมูลการใช้งาน เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุง - ประเมินผล หลังการใช้งาน 6 เดือน อุปกรณ์ใช้งานได้ดี เจ้าหน้าที่มีความสุขในการปฏิบัติงาน
- แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานนอกองค์กร เพื่อหาโอกาสพัฒนา ได้แก่ การศึกษาดูงานของหน่วยงานที่สนใจ การเผยแพร่ผลงานในวารสาร และการส่งผลงานเข้าประกวดในระดับจังหวัด
บทเรียนที่ได้รับ: - อุปกรณ์ชนิดนี้ เหมาะกับการติดตั้งบนทางลาดชัน รูปแบบและงบประมาณ ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละพื้นที่ มอเตอร์ที่ใช้เป็นชนิดรอบช้า กินไฟน้อยทำให้ประหยัดพลังงาน มีความปลอดภัยด้วยระบบกราวด์และสวิทซ์เบรกเกอร์ควบคุมไฟฟ้าพร้อมกุญแจล็อคเปิดปิดการใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องออกแรงมากในการขนส่งพัสดุที่มีน้ำหนักมาก และมีระยะทางยาวพอสมควร
- ข้อจำกัด คือออกแบบมาเพื่อใช้งานกับรถเข็นบางประเภทเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป คือการปรับปรุงให้รถทุกคันสอดรับกับอุปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบมา เช่น การปรับความสูงของรถ ขนาดล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ควรออกแบบสวิทซ์ใช้งานเป็นชนิด Auto stop เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
- การออกแบบอุปกรณ์ใหม่ เป็นการควบคุมทางวิศวกรรม เป็นสิ่งจำเป็นในงานอาชีวอนามัย
Take Home Message : อุปกรณ์ออกแบบใหม่ ต้องปลอดภัย ประหยัด และขจัดปัญหาได้
ข้อมูลเฉพาะ : มอเตอร์ ขนาดรับน้ำหนัก
6.3x220= 1386 วัตต์ , เครื่องนี้กินไฟ 1386 x 0.01 = 0.01 หน่วย/ครั้งการเข็น
ระยะทาง
1. ชื่อผลงาน : ลดใช้พลังงาน งบประมาณไม่สิ้นเปลือง
2. คำสำคัญ : Timer
3. สรุปผลงานโดยย่อ :
การนำอุปกรณ์ Timer และโปรแกรมคำสั่งการทำงานมาใช้ในการควบคุมช่วงเวลาการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และปั๊มเติมออกซิเจนในระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้ลดช่วงเวลาการทำงานของอุปกรณ์ เป็นการประหยัดพลังงาน ลดรายจ่ายค่ากระแสไฟฟ้า และยืดอายุการทำงานของอุปกรณ์
4. ชื่อและที่อยู่ขององค์กร : ทีม RM โรงพยาบาลควนโดน จังหวัดสตูล
5. สมาชิกทีม :
1…………………
2. ……………….
3. .........................
6. เป้าหมาย :
1. เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศของห้องคลังยาใหญ่และห้องควบคุมระบบ Server ในระบบ LAN ให้ได้อย่างน้อย 30 หน่วย/วัน
2. เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องเติมออกซิเจน ของระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 3 เครื่อง ให้ได้อย่างน้อย 10 หน่วย/วัน
3. เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศ และเครื่องเติมออกซิเจน
7. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ :
1.โรงพยาบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้นเป็นลำดับมาโดยตลอด และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลทั่วไป พบว่า ร้อยละ 60 ของการใช้พลังงานไฟฟ้าของหน่วยงานมีสาเหตุมาจากการใช้เครื่องปรับอากาศ
2. เครื่องปรับอากาศคลังยาใหญ่ ทำงานไม่เป็นเวลาที่แน่นอน ทำให้การควบคุมอุณหภูมิยาไม่สม่ำเสมอ มีผลต่อคุณภาพของยา และสิ้นเปลืองพลังงาน สาเหตุเนื่องจากการเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศไม่เป็นเวลา มักมีการลืมเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศนอกเวลาราชการอยู่เป็นประจำ
3. เครื่องเติมออกซิเจนในระบบบำบัดต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีช่วงเวลาพักเครื่อง ทำให้เครื่องเสื่อมหรือหมดอายุการใช้งานเร็วขึ้น(ประมาณ 2 ปี/เครื่อง) สาเหตุเนื่องจากเครื่องไม่มีระบบ Timer หรือโปรแกรมคำสั่งการทำงาน ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เครื่องหยุดพักการทำงาน โดยที่ไม่มีผลต่อระบบบำบัดน้ำเสียแต่อย่างใด
-2-
8. การเปลี่ยนแปลง :
1. ควบคุมเวลาการทำงานเครื่องปรับอากาศได้ตามความต้องการ คือ ที่ห้องคลังยาใหญ่ มีการจัดซื้อเครื่อง Timer เพื่อต่อพ่วงกับเครื่องปรับอากาศรุ่นเก่า สำหรับตั้งเวลาการทำงานของ เครื่อง จากเดิมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หรือไม่เป็นเวลาที่แน่นอนได้มีการตั้งเวลาใหม่โดยตั้งเวลาทำงานตั้งแต่เวลา 08.30- 17.00 น. คิดเป็น 7 ชั่วโมงต่อวัน และหยุดการทำงานตั้งแต่ 17.00-08.30 น. คิดเป็น 14 ชั่วโมง/วัน เท่ากับสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 27.72 หน่วย/วัน หรือคิดเป็นเงินได้ประมาณ 110 บาท/วัน (40,150 บาท/ปี)
1,000
ค่าใช้จ่าย = จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ x อัตราค่ากระแสไฟฟ้าต่อหน่วย
2. ติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่(มีระบบตั้งเวลาอัตโนมัติ) ขนาด 9000 บีทียู จำนวน 2 เครื่อง ที่ห้องควบคุม Server (ห้องงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) เพื่อให้เครื่องสลับการทำงานกัน คือ จากเดิม เครื่องที่ 1 กับเครื่องที่ 2 สลับการทำงานกันทุก 6 ชั่วโมง หมายถึง ทำงาน 6 ชั่วโมง พัก 6 ชั่วโมง สลับกันไปใน 1 วัน หลังจากนั้นได้มีการกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมใหม่ ที่ไม่มีผลกับอุณหภูมิของเครื่อง Server คือ เครื่องที่ 1 และเครื่องที่ 2 สลับกันทำงานเครื่องละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเวลา 08.00-18.00 น.(จำนวน 10 ชั่วโมง) หยุดการทำงานในช่วงเวลา ตั้งแต่ 18.00-08.00 น (จำนวน 14 ชั่วโมง) เท่ากับสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 15.61หน่วย/วัน คิดเป็นเงินประมาณ 62 บาท/วัน (22,630 บาท/ปี) และยืดอายุการใช้งานของเครื่อง
3. ติดตั้งเครื่องเติมออกซิเจนใหม่(ขนาด 440 วัตต์)ทดแทนที่ชำรุดพร้อมตู้ควบคุมที่มีโปรแกรมคำสั่งควบคุมการทำงานอยู่ทุกเครื่อง จากเดิมเครื่องทำงานตลอดเวลาไม่มีเวลาพัก ได้มีการตั้งเวลาใหม่ คือ ทุกเครื่อง(3 เครื่อง) ทำงาน 2 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมงสลับกันไป นั่นคือเครื่องหยุดการทำงานรวม 8 ชั่วโมง โดยไม่มีผลกระทบต่อระบบการย่อยสลายแต่อย่างใด สามารถประหยัดไฟฟ้าต่อเครื่องได้ 3.52 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 14 บาท/วัน( 5,110 บาท/ปี) รวม 3 เครื่อง ประหยัดได้ 10.56 หน่วย/วัน คิดเป็นเงินประมาณ 42 บาท/วัน(15,330 บาท/วัน)
4. ประหยัดพลังงานทุกรายการ จำนวน 53.89 หน่วย/วัน คิดเป็นเงินประมาณ 78,679 บาท/ปี
9. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง :
ผลจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน สามารถแบ่งเบาภาระงานของเจ้าหน้าที่ และป้องกันการหลงลืมของเจ้าหน้าที่ได้ ทั้งยังควบคุมเวลาการทำงานที่แน่นอน การกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม สามารถทำให้ลดใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถคำนวณได้แน่นอน ว่ามีการประหยัดพลังงานมากน้อย
-3-
แค่ไหน ขึ้นอยู่กับความต้องการ หรือการบริหารจัดการ ต่างกับก่อนที่จะมีการดำเนินการที่ไม่ได้คำนึงถึง ความเป็นไปได้ในการลดใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ และระบบบำบัดน้ำเสีย จากตารางการเปรียบเทียบการใช้พลังงานก่อนและหลังดำเนินการ ดังนี้
ตาราง เปรียบเทียบการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศและเครื่องเติมออกซิเจนระบบบำบัดน้ำเสีย ก่อนและหลังการดำเนินการ ต่อการใช้งานในรอบ 1 วัน
|
รายการ |
พลังงานที่ใช้/วัน (หน่วย) |
หมายเหตุ |
||
|
ก่อนดำเนินการ |
หลังดำเนินการ |
ผลต่าง |
||
|
1. เครื่องปรับอากาศคลังยาใหญ่ |
47.52 |
27.72 |
19.80 |
|
|
2. เครื่องปรับอากาศห้องServer |
26.76 |
15.61 |
11.15 |
|
|
3. เครื่องเติมออกซิเจนระบบบำบัด |
31.68 |
21.12 |
10.56 |
|
10. บทเรียนที่ได้รับ :
การประหยัดพลังงาน ถือเป็นภาระหน้าที่ของทุกคนที่ต้องตระหนัก และปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเรื่องการใช้น้ำและการใช้ไฟฟ้าของโรงพยาบาลควนโดน จะมีความเกี่ยวพันกัน การใช้น้ำอย่างประหยัด จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า เพราะการนำน้ำบาดาลมาใช้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูบขึ้นมา นอกจากนี้ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ใช้เมื่อจำเป็น และใช้อย่างประหยัด ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและหากมีโอกาสก็นำมาประยุกต์ใช้กับหน่วยงานและใช้ในชีวิตประจำวัน
การนำระบบ Timer มาใช้ ทำให้สามารถเลือกกำหนดเวลาที่เหมาะสมได้ เช่น กรณีของเครื่องปรับอากาศ หากใช้ในช่วงฤดูฝน อาจปรับลดช่วงเวลาทำงานให้แคบลงได้ ซึ่งจะช่วยลดพลังงานลงได้อีก หรือ กรณีของเครื่องเติมออกซิเจนระบบบ่อบำบัด อาจตั้งเวลาหยุดทำงานของเครื่องเพิ่มขึ้นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในน้ำ(ค่า DO)
จากการดำเนินงานครั้งนี้ จะมีส่วนในการขยายผลไปยังจุดอื่นๆ เพื่อลดใช้พลังงานให้มากขึ้น และสืบเนื่องจากการประชุมเพื่อลดใช้พลังงานกับโรงพยาบาลหาดใหญ่เพื่อในหลวง เมื่อ สิงหาคม 2551 จะมีการช่วยเหลือกันตามแนวทาง “เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อลดใช้พลังงานในโรงพยาบาล
11. การติดต่อกับทีมงาน : นายปรัชญา พรัดขำ โทร.085-8912353














