ล็อกอิน















มอเตอร์ลากจูงรถเข็นบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน

โดย premsak เมื่อ ศ, 25/12/2009 - 10:57
Send to friendPrinter-friendly version

ข้อมูลทั่วไป

 ก. ชื่อเจ้าของผลงาน : คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

 ข. องค์กรที่ปฏิบัติงาน : โรงพยาบาลควนโดน  ขนาด 30 เตียง 

ค. รูปแบบการนำเสนอ : โปสเตอร์ (poster presentation) 

ง. หมวดหมู่ของผลงาน : Inno (Invention/Innovation) 

ผลงานการพัฒนาระบบงาน 

1. ชื่อผลงาน : มอเตอร์ลากจูงรถเข็นบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน

2. คำสำคัญ : มอเตอร์ลากจูง

 3. สรุปผลงานโดยย่อ : จากการที่มีเจ้าหน้าที่โรงครัวจำนวน 3 คน(ร้อยละ 33) มีอาการปวดหลังเนื่องจากการเข็นรถบรรทุกของที่มีน้ำหนักมาก ขึ้นลงบนทางลาดชันอยู่เป็นประจำ ทำให้ทีมบริหารความเสี่ยงโรงพยาบาลควนโดนได้ออกแบบอุปกรณ์ผ่อนแรงขึ้นมา โดยการประยุกต์ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เป็นการออกแบบเครื่องมือใหม่ตามแนวทางของงานอาชีวอนามัย  หลังจากการใช้งานแล้วระยะหนึ่ง พบว่าสามารถลดอาการปวดหลังของเจ้าหน้าที่จากสาเหตุดังกล่าวได้ร้อยละ 100

 

8

7

6

5

4

3

2

1

ส่วนประกอบของมอเตอร์ลากจูง

1. มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดรับน้ำหนัก 200 กิโลกรัม         

2. รางเหล็กตัว C สำหรับการขับเคลื่อน                     

3. ชุดขับเคลื่อนพร้อมแกนบังคับในรางเหล็กตัว C    

4. รางเหล็กยึดติดพื้นสำหรับบังคับล้อรถเข็น             

5. ลวดสริงค์สำหรับลากจูงรถเข็น

6. รอกขนาดเล็กบังคับลวดสริงค์แต่ละจุด

7. สวิทซ์บังคับรถเข็นขึ้น-ลง ทางลาดชัน

8. สวิทซ์เบรกเกอร์พร้อมระบบกราวด์

 

                

 

 

4. ชื่อและที่อยู่ขององค์กร : โรงพยาบาลควนโดน    ที่อยู่ เลขที่ 106 หมู่ที่ 6 ตำบลควนสตอ อำเภอควนโดน    

                              จังหวัดสตูล

 

5. สมาชิกทีม :  1. นายสุพล  เจริญวิกกัย วุฒิปริญญาตรี(พ.บ.) ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษ

                                2. นางเมธิญา  มะมุดีน วุฒิปริญญาตรี(พยาบาลฯ)ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

3. นางฮาหยาด  สองเมือง วุฒิปริญญาตรี(พยาบาลฯ)ตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

 

-2-

 

                                4. นายศักดิ์ดา  อาดำ วุฒิปริญญาตรี(สาธารณสุขฯ)ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ                       5. นายปรัชญา พรัดขำ วุฒิปริญญาตรี(สาธารณสุขฯ)ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

 

6. เป้าหมาย :เพื่อลดอาการปวดหลังของเจ้าหน้าที่งานสนับสนุนบริการ จากสาเหตุการเข็นรถบรรทุกของหนักขึ้นลงทางลาดชัน ร้อยละ 100 ภายในเวลา 6 เดือน(ม.ค.-มิ.ย. 2552)

 

7. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ :

                                เจ้าหน้าที่งานสนับสนุนบริการ ได้แก่โรงครัว หน่วยจ่ายกลาง งานซักฟอก และคลังยาใหญ่ จำนวน 9 คนที่ใช้เส้นทางขนส่งพัสดุเพื่อสนับสนุนแก่หน่วยบริการหลัก    โดยผ่านเส้นทางหลัก       คือทางเชื่อม

อาคารที่มีความลาดชัน ระยะทางประมาณ 11 เมตร ขึ้นลงอยู่เป็นประจำ ซึ่งจากการสำรวจสภาวะสุขภาพของเจ้าหน้าที่โดยงานอาชีวอนามัย และทีมบริหารความเสี่ยง พบว่า การขนส่งพัสดุในแนวราบ และการปฏิบัติงานอื่นๆ ของหน่วยงานสนับสนุนบริการไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการปวดหลังแต่อย่างใด แต่การขนส่งในแนวดิ่ง โดยเฉพาะการเข็นรถบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน(หญิง) จำนวน 3 คน(ร้อยละ 33) มีอาการปวดหลังและมีการบ่นปวดหลังเมื่อเข็นรถขึ้นเส้นทางดังกล่าวเป็นประจำ มีการลาหยุดงานจากอาการปวดหลังเป็นประจำ และมี 1 รายที่ประสงค์จะลาออกจากงานด้วยสาเหตุที่ต้องเข็นรถขึ้นลงทางลาดชันดังกล่าว ทั้งนี้เพราะท่าทางการทำงานที่ผิดปกติหรือฝืนธรรมชาติและเป็นการทำงานที่ซ้ำซาก มีการออกแรงมากเกินไปเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุของการทำให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง และเกิดความล้า หรือความเครียดจากการทำงานได้ ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องจึงได้ออกแบบอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ขึ้นมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว  เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานไม่ต้องออกแรงมากเกินไป และเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานมากขึ้น

 

              

 

    ภาพการเข็นรถขึ้นทางลาดชันก่อนดำเนินการ                     ภาพกดสวิทซ์ใช้งานหลังดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์

 

8. กิจกรรมการพัฒนา :

                                - สำรวจสภาวะงานอาชีวอนามัยทุกหน่วยงาน โดยคณะกรรมการอาชีวอนามัย เพื่อให้ทราบปัญหาการเจ็บป่วยที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ พร้อมวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา จัดทำแผนแก้ไข โดยปัญหาอาการปวดหลังของเจ้าหน้าที่จากการเข็นรถบรรทุกของหนัก เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการแก้ไขเร่งด่วน  

                   -  ออกแบบอุปกรณ์ร่วมกับช่างภายนอกองค์กร ซึ่งประกอบด้วยช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อมโลหะ มีการติดตั้งและทดลองใช้อุปกรณ์หลายครั้งจนเกิดความมั่นใจทั้งทางด้านความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งาน ได้รับการตรวจสอบด้านวิศวกรรมความปลอดภัย จากศูนย์วิศวกรรมการแพทย์ที่ 7 (สงขลา)

 

                                -  ฝึกทักษะการใช้งานแก่ผู้เกี่ยวข้อง และรับแจ้งข้อมูลการใช้งานจากผู้ใช้ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้งาน

                                -  ประเมินผล หลังการใช้งานอุปกรณ์ของผู้ใช้แล้ว 6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดหลังก่อนการใช้อุปกรณ์ พบว่าไม่มีอาการและการบ่นปวดหลัง ไม่มีความต้องการจะลาออก นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

                                -  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานนอกองค์กร เพื่อหาโอกาสพัฒนา ได้แก่ การศึกษาดูงานของหน่วยงานที่สนใจ การเผยแพร่ผลงานในวารสาร และการส่งผลงานเข้าประกวดในระดับจังหวัด

 

9. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง :

                                - ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการอุปกรณ์ ร้อยละ100

                                - จำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีอาการปวดหลังจากการเข็นรถเข็นบรรทุกของหนัก ในช่วงเดือนมกราคม 2552 ถึงเดือนมิถุนายน 2552 ลดลงร้อยละ 100 และไม่มีการร้องเรียน หรือเสียงบ่น(complain)แต่อย่างใด

- การออกแบบอุปกรณ์ใหม่ โดยนำเทคโนโลยีอย่างง่ายมาประยุกต์ใช้ เป็นการควบคุมทาง

วิศวกรรม ที่สามารถช่วยบรรเทาปัญหาการเจ็บป่วยของบุคลากรอันเนื่องมาจากการทำงานได้ และหากมองในระยะยาวถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวนี้กินไฟ 0.01 หน่วย/ครั้ง ของการใช้งาน ประหยัดพลังงาน และที่สำคัญคือ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น

 

10. บทเรียนที่ได้รับ :

                   - การออกแบบอุปกรณ์ชนิดนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนที่น้อย(38,500 บาท) แต่ให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี มีความปลอดภัยในการใช้งาน เนื่องจากมีการติดตั้งระบบกราวด์ตามมาตรฐาน มีสวิทซ์เบรกเกอร์ควบคุมไฟฟ้าพร้อมกุญแจล็อคเปิดปิดการใช้งาน มอเตอร์กินไฟน้อยทำให้ประหยัดพลังงาน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีการปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องออกแรงในการยก แบก ลาก ดึง ดัน หรือเข็นพัสดุที่มีน้ำหนักมาก รวมทั้งการคำนึงถึงท่าทางในการทำงานของบุคลากรด้วย เพื่อป้องกันโรคหรืออาการของโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ

                                - การใช้งานมอเตอร์ลากจูง มีข้อจำกัดการใช้สำหรับรถเข็นอาหารและรถขนส่งเครื่องมือแพทย์เท่านั้น ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและป้องกันอุบัติการณ์ซ้ำของปัญหา จึงควรปรับปรุงรถเข็นของหน่วยงาน

สนับสนุน ทุกคันที่มีลักษณะแตกต่างกัน ให้สอดรับกับอุปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบมา เช่น การปรับความสูงของรถ ขนาดล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ควรออกแบบสวิทซ์ใช้งานเป็นชนิด Auto stop เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

- สำรวจและออกแบบอุปกรณ์ผ่อนแรงในแนวดิ่ง เช่น อาคาร 2 ชั้น และจุดอื่นๆ ให้ครอบคลุม

ตามความเหมาะสม เพื่อลดหรือป้องกันอุบัติการณ์ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการยกของหนัก

 

11. การติดต่อกับทีมงาน : นายปรัชญา  พรัดขำ โทร.085-8912359

 

 มอเตอร์ลากจูงรถเข็นบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน

 

ที่มา : จากการสำรวจสภาวะสุขภาพเจ้าหน้าที่ พบว่าการขนส่งพัสดุในแนวดิ่งโดยเฉพาะ การเข็นรถบรรทุกของหนักบนทางลาดชัน ทำให้เจ้าหน้าที่งานสนับสนุนบริการ จำนวน 3 คน(ร้อยละ 33) มีอาการปวดหลังและบ่นปวดหลังเมื่อเข็นรถขึ้นลงเส้นทางดังกล่าว มีการลาหยุดงาน และประสงค์จะลาออกจากงานจากสาเหตุดังกล่าว ทั้งนี้เพราะท่าทางการทำงานที่ผิดปกติหรือฝืนธรรมชาติและการทำงานที่ซ้ำซาก มีการออกแรงมากเกินไปเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง เกิดความล้าและความเครียดได้

 

ผลลัพธ์ : - ติดตั้งอุปกรณ์ผ่อนแรง 1 ชุด ชนิดประหยัดงบ/พลังงาน  ปลอดภัย และผู้ใช้พึงพอใจ ร้อยละ100

อาการปวดหลังของเจ้าหน้าที่จากสาเหตุการเข็นรถ ลดลงร้อยละ 100 ไม่มีการร้องเรียน และเสียงบ่นแต่อย่างใด

 

แนวทางพัฒนาที่สำคัญ:

- สำรวจสภาวะงานอาชีวอนามัย วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา/จัดทำแผน

                        - ออกแบบอุปกรณ์ ติดตั้งและทดลองใช้ จนมั่นใจทั้งทางด้านความปลอดภัยและความสะดวก

                        - ฝึกทักษะการใช้งานแก่ผู้เกี่ยวข้อง และรับแจ้งข้อมูลการใช้งาน เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุง                            - ประเมินผล หลังการใช้งาน 6 เดือน อุปกรณ์ใช้งานได้ดี เจ้าหน้าที่มีความสุขในการปฏิบัติงาน

                        - แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานนอกองค์กร เพื่อหาโอกาสพัฒนา ได้แก่ การศึกษาดูงานของหน่วยงานที่สนใจ การเผยแพร่ผลงานในวารสาร และการส่งผลงานเข้าประกวดในระดับจังหวัด

 

บทเรียนที่ได้รับ: - อุปกรณ์ชนิดนี้ เหมาะกับการติดตั้งบนทางลาดชัน รูปแบบและงบประมาณ ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละพื้นที่ มอเตอร์ที่ใช้เป็นชนิดรอบช้า กินไฟน้อยทำให้ประหยัดพลังงาน มีความปลอดภัยด้วยระบบกราวด์และสวิทซ์เบรกเกอร์ควบคุมไฟฟ้าพร้อมกุญแจล็อคเปิดปิดการใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องออกแรงมากในการขนส่งพัสดุที่มีน้ำหนักมาก และมีระยะทางยาวพอสมควร

                        - ข้อจำกัด คือออกแบบมาเพื่อใช้งานกับรถเข็นบางประเภทเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป คือการปรับปรุงให้รถทุกคันสอดรับกับอุปกรณ์ใหม่ที่ออกแบบมา เช่น การปรับความสูงของรถ ขนาดล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ควรออกแบบสวิทซ์ใช้งานเป็นชนิด Auto stop เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

                        - การออกแบบอุปกรณ์ใหม่ เป็นการควบคุมทางวิศวกรรม เป็นสิ่งจำเป็นในงานอาชีวอนามัย

 

Take Home Message : อุปกรณ์ออกแบบใหม่ ต้องปลอดภัย ประหยัด และขจัดปัญหาได้

 

ข้อมูลเฉพาะ : มอเตอร์ ขนาดรับน้ำหนัก 200 กิโลกรัม /สปีด 10-15 m/min/6.3 amp /220v

6.3x220= 1386 วัตต์ ,  เครื่องนี้กินไฟ  1386 x  0.01   = 0.01 หน่วย/ครั้งการเข็น

                                                                    100

ระยะทาง 11 เมตร ใช้เวลา 50 วินาที 

1. ชื่อผลงาน : ลดใช้พลังงาน งบประมาณไม่สิ้นเปลือง

 

2. คำสำคัญ : Timer

 

3. สรุปผลงานโดยย่อ :

                                การนำอุปกรณ์ Timer และโปรแกรมคำสั่งการทำงานมาใช้ในการควบคุมช่วงเวลาการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และปั๊มเติมออกซิเจนในระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้ลดช่วงเวลาการทำงานของอุปกรณ์ เป็นการประหยัดพลังงาน ลดรายจ่ายค่ากระแสไฟฟ้า และยืดอายุการทำงานของอุปกรณ์

 

4. ชื่อและที่อยู่ขององค์กร : ทีม RM โรงพยาบาลควนโดน จังหวัดสตูล

 

5. สมาชิกทีม :

                   1…………………

                                2. ……………….

                   3. .........................

 

6. เป้าหมาย :

                                1. เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศของห้องคลังยาใหญ่และห้องควบคุมระบบ Server ในระบบ LAN ให้ได้อย่างน้อย 30 หน่วย/วัน

                                2. เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องเติมออกซิเจน ของระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 3 เครื่อง ให้ได้อย่างน้อย 10 หน่วย/วัน

                                3.  เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศ และเครื่องเติมออกซิเจน

 

7. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ :

                   1.โรงพยาบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่ากระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้นเป็นลำดับมาโดยตลอด และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลทั่วไป พบว่า ร้อยละ 60 ของการใช้พลังงานไฟฟ้าของหน่วยงานมีสาเหตุมาจากการใช้เครื่องปรับอากาศ

                                2. เครื่องปรับอากาศคลังยาใหญ่ ทำงานไม่เป็นเวลาที่แน่นอน ทำให้การควบคุมอุณหภูมิยาไม่สม่ำเสมอ มีผลต่อคุณภาพของยา และสิ้นเปลืองพลังงาน   สาเหตุเนื่องจากการเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศไม่เป็นเวลา มักมีการลืมเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศนอกเวลาราชการอยู่เป็นประจำ 

                                3. เครื่องเติมออกซิเจนในระบบบำบัดต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีช่วงเวลาพักเครื่อง ทำให้เครื่องเสื่อมหรือหมดอายุการใช้งานเร็วขึ้น(ประมาณ 2 ปี/เครื่อง) สาเหตุเนื่องจากเครื่องไม่มีระบบ Timer หรือโปรแกรมคำสั่งการทำงาน ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เครื่องหยุดพักการทำงาน โดยที่ไม่มีผลต่อระบบบำบัดน้ำเสียแต่อย่างใด

 

 

 

-2-

 

8. การเปลี่ยนแปลง :

                                1. ควบคุมเวลาการทำงานเครื่องปรับอากาศได้ตามความต้องการ คือ ที่ห้องคลังยาใหญ่ มีการจัดซื้อเครื่อง Timer เพื่อต่อพ่วงกับเครื่องปรับอากาศรุ่นเก่า สำหรับตั้งเวลาการทำงานของ เครื่อง จากเดิมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หรือไม่เป็นเวลาที่แน่นอนได้มีการตั้งเวลาใหม่โดยตั้งเวลาทำงานตั้งแต่เวลา 08.30- 17.00 น. คิดเป็น 7 ชั่วโมงต่อวัน และหยุดการทำงานตั้งแต่ 17.00-08.30 น. คิดเป็น 14 ชั่วโมง/วัน  เท่ากับสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 27.72 หน่วย/วัน หรือคิดเป็นเงินได้ประมาณ 110 บาท/วัน  (40,150 บาท/ปี)

หน่วยไฟฟ้าที่ใช้  = จำนวนวัตต์ของเครื่องใช้ x จำนวนชั่วโมงที่ใช้

                                                               1,000             

ค่าใช้จ่าย = จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ x อัตราค่ากระแสไฟฟ้าต่อหน่วย

 

                   2. ติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่(มีระบบตั้งเวลาอัตโนมัติ) ขนาด 9000 บีทียู จำนวน 2 เครื่อง ที่ห้องควบคุม Server (ห้องงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) เพื่อให้เครื่องสลับการทำงานกัน คือ จากเดิม เครื่องที่ 1 กับเครื่องที่ 2 สลับการทำงานกันทุก 6 ชั่วโมง หมายถึง ทำงาน 6 ชั่วโมง พัก 6 ชั่วโมง สลับกันไปใน 1 วัน หลังจากนั้นได้มีการกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมใหม่ ที่ไม่มีผลกับอุณหภูมิของเครื่อง Server คือ เครื่องที่ 1 และเครื่องที่ 2 สลับกันทำงานเครื่องละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเวลา 08.00-18.00 น.(จำนวน 10 ชั่วโมง) หยุดการทำงานในช่วงเวลา ตั้งแต่ 18.00-08.00 น (จำนวน 14 ชั่วโมง) เท่ากับสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 15.61หน่วย/วัน คิดเป็นเงินประมาณ 62 บาท/วัน (22,630 บาท/ปี) และยืดอายุการใช้งานของเครื่อง

                                3. ติดตั้งเครื่องเติมออกซิเจนใหม่(ขนาด 440 วัตต์)ทดแทนที่ชำรุดพร้อมตู้ควบคุมที่มีโปรแกรมคำสั่งควบคุมการทำงานอยู่ทุกเครื่อง จากเดิมเครื่องทำงานตลอดเวลาไม่มีเวลาพัก ได้มีการตั้งเวลาใหม่ คือ ทุกเครื่อง(3 เครื่อง) ทำงาน 2 ชั่วโมง พัก 1 ชั่วโมงสลับกันไป นั่นคือเครื่องหยุดการทำงานรวม 8 ชั่วโมง โดยไม่มีผลกระทบต่อระบบการย่อยสลายแต่อย่างใด สามารถประหยัดไฟฟ้าต่อเครื่องได้ 3.52 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 14 บาท/วัน( 5,110 บาท/ปี) รวม 3 เครื่อง ประหยัดได้ 10.56 หน่วย/วัน คิดเป็นเงินประมาณ 42 บาท/วัน(15,330 บาท/วัน)

                                4. ประหยัดพลังงานทุกรายการ จำนวน 53.89 หน่วย/วัน คิดเป็นเงินประมาณ 78,679 บาท/ปี

 

9. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง :

                                ผลจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน สามารถแบ่งเบาภาระงานของเจ้าหน้าที่ และป้องกันการหลงลืมของเจ้าหน้าที่ได้ ทั้งยังควบคุมเวลาการทำงานที่แน่นอน การกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม สามารถทำให้ลดใช้พลังงานได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถคำนวณได้แน่นอน ว่ามีการประหยัดพลังงานมากน้อย

 

 

 

 

-3-

 

แค่ไหน ขึ้นอยู่กับความต้องการ หรือการบริหารจัดการ ต่างกับก่อนที่จะมีการดำเนินการที่ไม่ได้คำนึงถึง ความเป็นไปได้ในการลดใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ และระบบบำบัดน้ำเสีย จากตารางการเปรียบเทียบการใช้พลังงานก่อนและหลังดำเนินการ ดังนี้

 

ตาราง เปรียบเทียบการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศและเครื่องเติมออกซิเจนระบบบำบัดน้ำเสีย ก่อนและหลังการดำเนินการ ต่อการใช้งานในรอบ 1 วัน

 

รายการ

พลังงานที่ใช้/วัน (หน่วย)

หมายเหตุ

ก่อนดำเนินการ

หลังดำเนินการ

ผลต่าง

1. เครื่องปรับอากาศคลังยาใหญ่

47.52

27.72

19.80

 

2. เครื่องปรับอากาศห้องServer

26.76

15.61

11.15

 

3. เครื่องเติมออกซิเจนระบบบำบัด

31.68

21.12

10.56

 

 

10. บทเรียนที่ได้รับ :

                                การประหยัดพลังงาน ถือเป็นภาระหน้าที่ของทุกคนที่ต้องตระหนัก และปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเรื่องการใช้น้ำและการใช้ไฟฟ้าของโรงพยาบาลควนโดน จะมีความเกี่ยวพันกัน การใช้น้ำอย่างประหยัด จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้า เพราะการนำน้ำบาดาลมาใช้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูบขึ้นมา  นอกจากนี้ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน ใช้เมื่อจำเป็น และใช้อย่างประหยัด  ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและหากมีโอกาสก็นำมาประยุกต์ใช้กับหน่วยงานและใช้ในชีวิตประจำวัน

                                การนำระบบ Timer มาใช้ ทำให้สามารถเลือกกำหนดเวลาที่เหมาะสมได้ เช่น กรณีของเครื่องปรับอากาศ หากใช้ในช่วงฤดูฝน อาจปรับลดช่วงเวลาทำงานให้แคบลงได้ ซึ่งจะช่วยลดพลังงานลงได้อีก หรือ กรณีของเครื่องเติมออกซิเจนระบบบ่อบำบัด อาจตั้งเวลาหยุดทำงานของเครื่องเพิ่มขึ้นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในน้ำ(ค่า DO)  

                                จากการดำเนินงานครั้งนี้ จะมีส่วนในการขยายผลไปยังจุดอื่นๆ เพื่อลดใช้พลังงานให้มากขึ้น และสืบเนื่องจากการประชุมเพื่อลดใช้พลังงานกับโรงพยาบาลหาดใหญ่เพื่อในหลวง เมื่อ สิงหาคม 2551 จะมีการช่วยเหลือกันตามแนวทาง เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อลดใช้พลังงานในโรงพยาบาล

 

11. การติดต่อกับทีมงาน :  นายปรัชญา  พรัดขำ  โทร.085-8912353

 

• • •